ปาล์มหลังขาว
ปาล์มหลังขาวมีประวัติความเป็นมา เมื่อวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2472 หรือ ค.ศ. 1929 Dr. A.F.G. KERR นายแพทย์และนักพฤกษศาสตร์ชาวไอร์แลนด์ รับราชการเป็นเจ้ากรรมตรวจพันธุ์รุกชาติ ( เดิมสังกัดอยู่กับกรมเพาะปลูกหรือกรมกสิกรรม ) ได้เดินทางมาสำรวจพรรณพฤกษชาติป่าเทือกเขาพระแทว อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต พร้อมทั้งได้เก็บตัวอย่างพันธุ์ไม้แห้ง ( herbarium specimen ) ของปาล์มพันธุ์ใหม่ชนิดหนึ่งบริเวณลำธาร แต่ยังไม่สามารถจำแนกชื่อและนามสกุลได้ เนื่องจากยังไม่ปรากฏดอกให้เห็นจึงนำตัวอย่างแห้งของปาล์มนี้ไปเก็บรักษาไว้ที่หอพรรณไม้ สวนพฤกษศาสตร์ KEW กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษเพื่อรอการตรวจสอบชื่อต่อไป ต่อมาเมื่อมีการจัดตั้งอุทยานสัตว์ป่าเขาพระแทว เมื่อปี พ.ศ. 2520 ปัจจุบันได้เปลี่ยนชื่อเป็นสถานีพัฒนาและส่งเสริมการอนุรักษ์สัตว์ป่าเขาพระแทว และศาสตราจารย์ ดร.เต็ม สมิตินันทน์ ผู้เชี่ยวชาญพฤกษศาสตร์ป่าไม้ และนายจรัล บุญแนบ หัวหน้าสวนพฤกษศาสตร์เขาช่อง จังหวัดตรัง ได้กล่าวถึงปาล์มทีมีลักษณะเด่นพันธุ์นี้แก่ Dr. Johm Dransfield นักพฤกษศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญพันธุ์ไม้วงศ์ปาล์ม ( PALMAE ) และชักชวนให้เข้ามาตรวจและเก็บตัวอย่างที่สมบูรณ์เพื่อนำไปตรวจสอบหาชื่อที่แท้จริง หลังจากที่ Dr. Johm Dransfield ได้เก็บตัวอย่างตรวจสอบแล้ว ก็พบว่าเป็นปาล์มสกุลใหม่ของโลก ( new genus ) จึงได้มีการตีพิมพ์ในวารสารพฤกษศาสตร์ PRINCIPES เล่ม 27 ปี ศ.ศ. 1983 ตั้งชื่อสกุล Kerriodoxa เพื่อเป็นเกียรติแก่ Dr. A.F.G. KERR นักพฤกษศาตร์ผู้มีชื่อเสียง ผู้ริเริ่มงานศึกษาพรรณพฤกษชาติของไทยระหว่างปี ค.ศ. 1902 - 1932 สกุล Kerriodoxa มีพันธุ์ไม้เพียงชนิดเดียว ( monotypic genus ) ได้แก่ Kerriodoxa elegans Dransfield ชื่อเรียกสามัญว่า ปาล์มหลังขาว, ทังหลังขาว หรือ ปาล์มเจ้าเมืองถลาง พบบริเวณป่าเทือกเขาพระแทว อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต ซึงเป็นถิ่นกำหนดตามธรรมชาติดั้งเดิมเพียงแห่งเดียวในประเทศไทยและในโลกที่ยังมีการแพร่พันธุ์ ตามธรรมชาติของปาล์มชนิดนี้เป็นกลุ่ม จึงได้จัดเป็นพันธุ์ไม้เดียว ของประเทศไทย และของโลกที่จัดอยู่ในสถานภาพที่หายากและใกล้สูญพันธุ์ เนื่องจากแหล่งนิเวศหรือสภาพป่าดงดิบชื้นถูกคุกคาม ทำให้การขยายพันธุ์ตามธรรมชาติอยู่ในขีดจำกัด
ลักษณะภายนอก
ใบคล้ายใบตาล ลำต้นสูงเต็มที่เท่าที่ค้นพบได้ในป่าธรรมชาติประมาณ 5 - 7 เมตร ก้านใบสีดำ ใบแบบรูปพัด ขอบใบเป็นแฉก หลังใบมีสีขาวขุ่น สามารถขูดออกเป็นขุยได้ จะออกดอกเป็นยวงสีเหลืองนวลในช่วงเดือนธันวาคม เดือนกุมภาพันธ์จึงปรากฏผล ผลอ่อนมีลักษณะกลมเกลี้ยงเปลือกสีเหลืองคล้ายลางสาด ผลสุกสีเหลืองแก่และจะร่วงสู่พื้นดินเกิดเป็นต้นใหม่ต่อไป
ถิ่นกำหนด
ปาล์มหลังขาวพันธุ์ตามธรรมชาติในป่าดงดิบชื้น ชอบพื้นที่ชื้นริมลำธารที่ร่มรื่นและลมไม่แรงจนเกินไป หากอยู่ในสภาพที่แสงแดดจัด ใบที่มีสีเขียวจะจางลง หากลมแรงจะทำให้ใบหัก เสียรูปทรงขาดความงดงาม
การขยายพันธุ์
เริ่มจากนำผลที่ร่วงสู่พื้นดินมากะเทาะเปลือกออกให้เหลือแต่เมล็ด นำเมล็ดที่สมบูรณ์ไปเพาะในภาชนะที่หาได้ รดน้ำให้ชุ่มจนสังเกตเห็นรากงอก จึวนำลงถุงเพาะชำกล้าไม้ กระบอกไม้ไผ่หรือวัสดุอื่นจนกระทั่งโตเป็นต้นกล้า เพื่อนำไปปลูกในกระฉางหรือพื้นดินต่อไป
ศาสตราจารย์ ดร. ธวัชชัย สันติสุข ข้อมูล |